Our Services
Latest Knowledge Updates
ปรับเว็บ WordPress ให้โหลดไวใน 5 ขั้น (ทำตามได้ทันที)
12 January 2026
เว็บ WordPress ที่โหลดช้า มักเกิดจาก “หลายอย่างรวมกัน” เช่น ไม่มีแคช รูปใหญ่เกิน ปลั๊กอินหนัก โค้ด/สคริปต์เยอะ หรือโฮสติ้งไม่เหมาะกับ WordPress ข่าวดีคือ… ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ ก็ทำให้เร็วขึ้นได้ ถ้าเรียงลำดับให้ถูก ทิป: เป้าหมายที่อยากเห็น: เว็บ “รู้สึกว่าโหลดเสร็จเร็วขึ้น”, คลิกแล้วไม่หน่วง และหน้าไม่เด้ง (Core Web Vitals: LCP/INP/CLS) อ่านแค่ 30 วินาที: ทำ 5 อย่างนี้ตามลำดับ วัดก่อนแก้ เปิดแคช ลดขนาดรูป ลดปลั๊กอิน/สคริปต์ + ล้างฐานข้อมูล โฮสติ้งต้องเหมาะกับ WordPress ขั้นที่ 1: วัดก่อนแก้ (จะได้ไม่เสียเวลาทำผิดจุด) ทำไมต้องวัด? เพราะบางเว็บช้าเพราะ “รูปใหญ่” บางเว็บช้าเพราะ “ปลั๊กอินหน่วง” ถ้าเดาเอาอาจแก้ไม่ตรงจุด เครื่องมือที่ใช้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้) Google Search Console > Core Web Vitals (ดูจากผู้ใช้จริง) PageSpeed Insights (ทดสอบทีละหน้า) คำที่ต้องรู้ (แปลแบบคนทั่วไป) LCP = “ใช้เวลากี่วินาที กว่าจะเห็นเนื้อหาหลักของหน้า” INP = “กดแล้วเว็บตอบสนองช้าหรือเร็ว” CLS = “หน้าเด้ง/เลื่อนเองตอนโหลดไหม” เกณฑ์คร่าว ๆ ที่ Google มองว่า “ดี (Good)” คือ LCP ≤ 2.5s, INP ≤ 200ms, CLS ≤ 0.1 ทำตามนี้ เลือกหน้า “สำคัญ” 1 – 3 หน้า (หน้าแรก / หน้าบริการ / บทความยอดนิยม) รันเทสต์ แล้วจดว่า “โดนเตือนเรื่องอะไรซ้ำ ๆ” เช่น รูปใหญ่ โค้ดหนัก ไม่มีแคช หรือเซิร์ฟเวอร์ตอบช้า (TTFB สูง) ผลลัพธ์ที่ได้: รู้ว่าจะเริ่มแก้ “รูป / แคช / ปลั๊กอิน / โฮสติ้ง” อะไรก่อน ขั้นที่ 2: เปิดแคช (คุ้มที่สุด เห็นผลไวที่สุด) พูดง่าย ๆ: แคชคือการทำหน้าเว็บให้เป็นไฟล์พร้อมเสิร์ฟ เวลาเปิดเว็บจะไม่ต้อง “ประมวลผลใหม่ทุกครั้ง” เอกสาร WordPress ระบุชัดว่า caching เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพ และปลั๊กอินแคชจะทำให้หน้า/โพสต์ถูกเสิร์ฟเป็นไฟล์ static เพื่อลดภาระเซิร์ฟเวอร์ ทำอะไรบ้าง เปิด Page Cache ก่อน (สำคัญสุด) ถ้าเว็บเริ่มโต/คนเข้าเยอะ ค่อยดู Object Cache (ช่วยลดภาระฐานข้อมูล) ตั้งค่าห้ามแคชหน้าที่ “ต้องเปลี่ยนตลอด” เช่น หลังบ้าน/ตะกร้าสินค้า/หน้าสมาชิก ผลลัพธ์ที่ได้: หน้าเว็บเสิร์ฟเร็วขึ้นทันที และลดโหลด CPU/RAM ขั้นที่ 3: ลดน้ำหนัก “รูปภาพ” (ตัวการอันดับต้น ๆ ของเว็บช้า) ถ้าเว็บคุณช้าแบบเห็นได้ชัด มีโอกาสสูงว่า รูปใหญ่เกินจำเป็น หรืออัปโหลดแบบไม่บีบอัด ทำตามนี้ บีบอัดรูปก่อนอัปโหลด หรือใช้ปลั๊กอินช่วยจัดการรูป ถ้าเป็นไปได้ เปลี่ยนเป็น WebP เปิด Lazy Load สำหรับรูปที่อยู่นอกจอ อย่าอัปโหลดรูปใหญ่เกิน เช่น 4000px แต่ใช้แสดงแค่ 800px ผลลัพธ์ที่ได้: โดยมากจะช่วย LCP ดีขึ้น และมือถือโหลดไวขึ้น ขั้นที่ 4: ลดปลั๊กอิน/สคริปต์ + ล้างฐานข้อมูล (แก้อาการ “คลิกแล้วหน่วง”) ปลั๊กอินเยอะไม่ผิด แต่ปลั๊กอินที่ทำงานซ้ำกันหรือโหลด JS/CSS หนัก มักทำให้เว็บหน่วง โดยเฉพาะเรื่อง “กดแล้วช้า” (INP) ทำตามนี้ ลบปลั๊กอินที่ไม่ใช้จริง (Deactivate อย่างเดียวไม่พอ) เลือกปลั๊กอิน “ทำหลายอย่างแต่ไม่บวม” แทนการใช้หลายตัวซ้อนกัน เปิด Minify/Combine แบบค่อย ๆ ทำ และถ้าเว็บเพี้ยนให้ปิดทันที ล้างฐานข้อมูล (เช่น revisions / spam / transient) เพื่อให้เบาและใช้ทรัพยากรน้อยลง ตัวอย่างปลั๊กอินสาย all-in-one: WP-Optimize ระบุว่าช่วย “cache, compress images, clean database, minify” ในตัวเดียว ผลลัพธ์ที่ได้: หน้าเว็บเบาขึ้น ลดจำนวนไฟล์ที่ต้องโหลด และลดอาการหน่วงตอนโต้ตอบ ขั้นที่ 5: โฮสติ้งต้องเหมาะกับ WordPress (ทำแล้วนิ่งที่สุด) จูนหน้าเว็บดีแค่ไหน ถ้าโฮสติ้งไม่เหมาะ เว็บก็ยังช้า โดยเฉพาะอาการ “เซิร์ฟเวอร์ตอบช้า” (TTFB สูง) หรือ “ช้าเป็นช่วง ๆ ตอนคนเข้าเยอะ” เช็กฝั่งโฮสติ้ง 5 ข้อ ใช้ PHP เวอร์ชันใหม่ และเปิด OPcache Web server เหมาะกับงานเว็บ (เช่น NGINX) มี Object Cache (เช่น Redis) สำหรับเว็บที่เริ่มโต มีระบบ Backup กู้คืนง่าย มีระบบความปลอดภัยพื้นฐาน เช่น WAF/ป้องกันมัลแวร์ ถ้าอยาก “จบไว”: ใช้ WordPress Hosting + ให้ทีมช่วยปรับจูน ถ้าคุณไม่อยากลองผิดลองถูก หรืออยากได้ทั้ง “เร็ว + เสถียร + ปลอดภัย” ตั้งแต่เริ่ม WordPress Hosting ที่จูนมาเพื่อ WordPress โดยเฉพาะจะช่วยให้ไปได้ไกลกว่า ตัวอย่างสิ่งที่หน้า WordPress Hosting ของ hostatom ระบุไว้ เช่น Redis Object Cache, ระบบความปลอดภัย (รวม WAF), และ สำรองข้อมูลอัตโนมัติ 21 วัน พร้อมซัพพอร์ต 24/7 ดูรายละเอียดบริการ WordPress Hosting ของ hostatom: https://www.hostatom.com/wordpress-hosting/ สรุป วัดก่อน (รู้ว่าช้าจากอะไร) เปิดแคช (ได้ผลไวสุด) ลดรูป (ช่วย LCP) ลดปลั๊กอิน/สคริปต์ + ล้างฐานข้อมูล (ช่วย INP) โฮสติ้งต้องเหมาะ (ช่วย TTFB/ความนิ่ง) ถ้าคุณต้องการทางลัดให้เว็บ “เร็วขึ้นแบบพร้อมใช้” สามารถดูบริการ WordPress Hosting ของ hostatom ได้ที่หน้านี้: https://www.hostatom.com/wordpress-hosting/
เทียบแพ็กเกจ Google Workspace: Gemini เบื้องต้น vs เต็มรูปแบบ
9 January 2026
หลายองค์กรใช้งาน Google Workspace อยู่แล้ว แต่พอเข้าสู่ยุค Gemini คำถามหลักจะเปลี่ยนจาก “ใช้ Workspace แพ็กเกจไหนดี” เป็น “อยากใช้ AI ให้คุ้ม ต้องเลือกแพ็กเกจไหนถึง ได้จริง?” เพราะคำว่า “มี AI” กับ “ใช้ AI ได้เต็มรูปแบบ” ต่างกันทั้งขอบเขตแอปที่ใช้ได้ (Gmail/Docs/Meet ฯลฯ) และความลึกของงานที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกประเด็นที่ทำให้หลายคนสับสนคือ Google ปรับแนวทางครั้งใหญ่ โดยเริ่ม รวมความสามารถ AI ระดับพรีเมียมเข้าในแผน Workspace Business และ Enterprise ตั้งแต่ 15 มกราคม 2025 และทยอยเลิก/ถอด “Add-on แบบเดิม” หลายตัวออกจากหน้า Billing/Subscriptions พร้อมหยุดคิดค่าบริการ add-on ที่เคยซื้อไว้บางรายการหลัง 31 มกราคม 2025 ทำให้การเลือกแพ็กเกจ “ต่างจากเดิม” อย่างชัดเจน บทความนี้ จะสรุปให้ท่านแบบอ่านแล้วเลือกได้เลยว่า แพ็กเกจไหนคือ AI เบื้องต้น และ แพ็กเกจไหนคือ AI เต็มรูปแบบ พร้อมตารางสรุป วิธีเลือกจากงานจริง เงื่อนไขสำคัญ (เช่น 300 users) และวิธีเช็ก/เปิดใช้งานให้ “ได้จริง” อัปเดตสำคัญ: ทำไมตอนนี้ “Gemini” ถึงอยู่ในแพ็กเกจหลัก? ตั้งแต่ 15 ม.ค. 2025 Google ระบุว่า “Premium AI” ถูกนำไปรวมในแผน Workspace Business/Enterprise (เดิมหลายฟีเจอร์ต้องซื้อ add-on)อ้างอิง – Get started with Google Workspace with Gemini – Business / Enterprise – Google Meet Help และในฝั่งผู้ดูแลระบบ (Admin) Google Workspace Updates แจ้งว่าจะเริ่ม ถอดรายการ Add-ons ที่เป็น legacy ออกจากหน้า Subscriptions และ หยุดคิดเงิน add-ons บางรายการหลัง 31 ม.ค. 2025 สรุปสั้นๆ: วันนี้การเลือกแพ็กเกจ “ไม่ใช่แค่เลือกพื้นที่/Meet” แต่ต้องดูว่า Gemini ใช้ได้ลึกแค่ไหนในแอปงานจริง ด้วย ตารางสรุป (ตัวอย่างตาราง) – ดูแล้วตัดสินใจได้ใน 10 วินาที หมายเหตุ: ตารางนี้เป็น “ภาพรวมเชิงการใช้งาน” เพื่อช่วยเลือกแพ็กเกจเร็วขึ้น รายละเอียดฟีเจอร์อาจเปลี่ยนตามประเทศ/เงื่อนไขการ rollout และการตั้งค่าผู้ดูแลระบบ ควรตรวจสิทธิ์จริงใน Admin Console เสมอ แพ็กเกจระดับ AIใช้งาน Gemini ในแอปงาน (ตัวอย่าง)NotebookLMเหมาะกับใคร Business Starterเบื้องต้นเน้นเริ่มต้นใช้งาน AI กับงานสื่อสาร/อีเมล + Gemini appจำกัด/พื้นฐานตามสิทธิ์ทีมเล็ก ทดลองใช้ AI งานเบา เน้นอีเมล Business Standardเต็มรูปแบบครอบคลุมงานเอกสาร/ทำงานร่วมกันมากขึ้น (เช่น Gmail/Docs/Meet ตามสิทธิ์)Expanded accessทีมที่ทำเอกสารจริงจัง ทำงานร่วมกันทั้งทีม Business Plusเต็มรูปแบบ + องค์กรมากขึ้นAI เต็มรูปแบบเหมือน Standard และเพิ่มความสามารถด้านการจัดการ/ความปลอดภัยตามแพ็กเกจExpanded accessทีมโต ประชุมเยอะ ต้องคุมการใช้งานมากขึ้น Enterpriseเต็มรูปแบบ + Governanceได้ชุดความสามารถและการกำกับดูแล/ความปลอดภัยระดับองค์กร (แนว “all features mentioned”)ตามแผนย่อย/ข้อเสนอองค์กรใหญ่ มีข้อกำกับ/ความปลอดภัยเข้ม อ้างอิงภาพรวมสิทธิ์ Business/Enterprise, การรวม AI ตั้งแต่ 15 ม.ค. 2025 และการเปลี่ยน add-ons: เจาะทีละแพ็กเกจ: ได้อะไรจริง และควรเลือกเมื่อไหร่ 1) Business Starter = “AI เบื้องต้น” สำหรับเริ่มต้น เหมาะกับทีมที่ต้องการเริ่มใช้ AI แบบไม่ซับซ้อน เน้นงานสื่อสาร และยังไม่ได้ต้องทำเอกสาร/ประชุมด้วย AI แบบหนักๆ เหมาะกับงานแบบไหน ทีมเล็ก/สตาร์ทอัป/แผนกที่อยากทดลอง AI ก่อน งานหลักคืออีเมล การประสานงาน และการสรุปแนวคิดในระดับพื้นฐาน 2) Business Standard = “AI เต็มรูปแบบ” สำหรับทีมทำงานเอกสารจริงจัง ถ้าทีมของท่านเซียน “ทำงานเอกสารทุกวัน” (Proposal, สรุปประชุม, แผนงาน, รายงาน, SOP) แผนนี้มักคุ้มที่สุด เพราะเป็นจุดที่ AI เริ่มฝังใน workflow ได้จริง และมี NotebookLM expanded access ตามหน้า Pricing เหมาะกับงานแบบไหน ทีมการตลาด/เซลส์/บัญชี/HR/โอเปอเรชัน ที่ทำเอกสารร่วมกันตลอด งานประชุมที่ต้องการสรุปและแปลงเป็น action items ให้เร็วขึ้น (ขึ้นกับสิทธิ์และการตั้งค่า) 3) Business Plus = “AI เต็มรูปแบบ + คุมเข้มขึ้น” สำหรับทีมโต Business Plus เหมาะกับทีมที่เริ่มมีความต้องการด้านการจัดการผู้ใช้ ความปลอดภัย และการทำงานแบบองค์กรขึ้นไป โดยยังได้แกน AI ระดับเต็มรูปแบบเหมือน Standard และได้ storage/ความสามารถอื่นๆ สูงขึ้นตามหน้า Pricing เหมาะกับงานแบบไหน ทีมโตขึ้น เริ่มจริงจังกับการกำหนดนโยบาย ความปลอดภัย การควบคุม องค์กรที่เริ่มมี requirement เรื่องการเก็บข้อมูล/การทำงานร่วมกันในระดับแผนก 4) Enterprise = สำหรับองค์กรใหญ่ที่ต้องการ Governance และความปลอดภัยขั้นสูง Enterprise เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ “เครื่องมือกำกับดูแล” มากกว่าประเด็น AI อย่างเดียว เช่น นโยบายความปลอดภัยที่เข้ม การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล หรือข้อกำกับภายในองค์กร/อุตสาหกรรม โดยหน้า Pricing ระบุว่า Enterprise ได้ “all features mentioned” และมีความยืดหยุ่นมากกว่าในหลายมิติ เหมาะกับงานแบบไหน องค์กรขนาดใหญ่ มีทีม IT/Compliance ต้องการขยายจำนวนผู้ใช้เกิน 300 และต้องคุม policy / security มากขึ้น ต่างกัน “นอกจาก AI” ที่คนมักลืมดู (แต่มีผลกับการเลือกแพ็กเกจ) แม้บทความนี้โฟกัส Gemini แต่เวลาซื้อจริง คนมักติด 3 จุดนี้: 1) จำกัดจำนวนผู้ใช้ (สำคัญมาก) Business Starter/Standard/Plus ซื้อได้สูงสุด 300 users Enterprise ไม่มีเพดานสูงสุดแบบเดียวกัน 2) พื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) ต่างกันชัด หน้า Pricing ระบุ pooled storage โดยประมาณ: Starter ~ 30 GB/ผู้ใช้ Standard ~ 2 TB/ผู้ใช้ Plus/Enterprise Plus ~ 5 TB/ผู้ใช้ 3) ความสามารถด้านการจัดการ/ความปลอดภัย แผนสูงขึ้นมักมีเครื่องมือและตัวเลือกความปลอดภัย/การจัดการมากขึ้น (รายละเอียดขึ้นกับแผนย่อยและเงื่อนไข) ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรขยับไป Plus/Enterprise แม้ AI ใกล้เคียง Standard เลือกแพ็กเกจจาก “งาน” ไม่ใช่จาก “ราคา” (แนะแนวแบบใช้งานจริง) ถ้างานหลักคือ “อีเมล/การสื่อสาร” เริ่มที่ Business Starter ได้ก่อน (AI เบื้องต้น)เหมาะกับทีมที่อยากเริ่มเร็วและคุมงบ ถ้างานหลักคือ “เอกสาร/ทำงานร่วมกันใน Docs” ไปที่ Business Standard (AI เต็มรูปแบบ + NotebookLM expanded access) ถ้างานหลักคือ “ประชุมเยอะ + ทีมโตขึ้น” ดู Business Plus เพราะได้ความสามารถด้านทีม/การจัดการ/ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นตามแพ็กเกจ ถ้าต้องการ “Governance/Compliance” และเกิน 300 users พิจารณา Enterprise เพราะ Business ติดเพดาน 300 users และ Enterprise ยืดหยุ่นกว่า เช็กให้ชัวร์ว่า “ได้จริง”: 3 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ไม่เห็น Gemini หลายทีมซื้อแพ็กเกจถูกแล้ว แต่ “เปิดใช้ไม่ครบ” เลยไม่เห็น Gemini ในแอปที่ต้องการ ยังไม่ได้เปิด/ตั้งค่าใน Admin Console (สิทธิ์ Gemini/Workspace apps อาจต้องกำหนด) การ rollout ยังไม่ครบทุกผู้ใช้ (ทยอยปล่อยฟีเจอร์ตามระยะ) ผู้ใช้เข้าถึง Gemini แบบ “Additional Google service” บางกรณีจะต่างจากการเข้าถึงแบบที่รวมใน Workspace และอาจมีข้อจำกัดการใช้ Workspace apps ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (สั้นๆ แต่ควรมี) Google Workspace Updates ระบุแนวทางสำคัญว่า แชทและไฟล์ที่อัปโหลดใน Gemini app จะไม่ถูกผู้ตรวจสอบมนุษย์รีวิวหรือเอาไปใช้ฝึกโมเดล AI โดยไม่มีการอนุญาตของผู้ใช้ และผู้ดูแลระบบสามารถเตรียม/กำหนดการเข้าถึง Workspace apps ได้ล่วงหน้าในฝั่งแอดมิน สำหรับองค์กร นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การตั้งค่าฝั่ง Admin” และนโยบายข้อมูลภายในองค์กรจึงสำคัญพอๆ กับการเลือกแพ็กเกจ FAQ: คำถามที่พบบ่อย คำถาม: เริ่ม 15 ม.ค. 2025 แปลว่าไม่ต้องซื้อ add-on แล้วใช่ไหม?คำตอบ: ใช่ โดย Google ระบุว่า premium AI ถูกนำไปรวมในแผน Business/Enterprise และ add-ons แบบ legacy หลายตัว “ไม่สามารถซื้อเพิ่มได้แล้ว” คำถาม: ทำไมเห็น Gemini ใน Gmail แต่ไม่เห็นใน Docs/Meet?คำตอบ: มักเกิดจากการตั้งค่า/สิทธิ์ใน Admin Console หรือ rollout ยังไม่ครบ รวมถึงรูปแบบการเข้าถึง Gemini บางแบบมีข้อจำกัด Workspace apps คำถาม: NotebookLM “expanded access” อยู่แพ็กเกจไหน?คำตอบ: หน้า Pricing ระบุ NotebookLM แบบ expanded access ในแผนที่สูงขึ้น (เช่น Standard ขึ้นไป) คำถาม: Business ซื้อได้เกิน 300 users ไหม?คำตอบ: Business Starter/Standard/Plus มีเพดานสูงสุด 300 users ถ้าองค์กรใหญ่กว่านั้นให้ดู Enterprise คำถาม: Add-on เดิม (Gemini Business/Enterprise, AI Meetings & Messaging, AI Security) ยังเห็นอยู่ไหม?คำตอบ: Google Workspace Updates ระบุว่าจะเริ่มถอดการอ้างอิง add-ons เหล่านี้ออกจากหน้า Subscriptions และหยุดคิดเงิน add-on บางรายการหลัง 31 ม.ค. 2025 สรุป: เลือกให้ถูก = ใช้ AI ให้คุ้ม และ “ได้จริง” ในงานประจำวัน Starter = เหมาะเริ่มต้น ใช้ AI แบบเบื้องต้น เน้นงานสื่อสาร Standard = จุดคุ้มสำหรับทีมทำเอกสาร/ทำงานร่วมกันจริงจัง (AI เต็มรูปแบบ + NotebookLM expanded access) Plus = AI เต็มรูปแบบ + องค์กรขึ้น คุมการใช้งานมากขึ้น Enterprise = สำหรับองค์กรใหญ่/ต้องการ governance และยืดหยุ่นเกิน 300 users หากท่านต้องการให้ทีม hostatom ช่วย “ประเมินแพ็กเกจจากรูปแบบงานจริง”, วางแผนย้ายเมล/ข้อมูล, ตั้งค่าแอดมิน/ความปลอดภัย และเปิดใช้งาน Gemini ให้ครบตามสิทธิ์ สามารถดูรายละเอียดบริการได้ที่หน้า Google Workspace ของ hostatom บริการของ hostatom ที่เกี่ยวข้อง ให้คำปรึกษาเลือกแพ็กเกจ Google Workspace (Starter/Standard/Plus/Enterprise) ให้เหมาะกับทีมและงบ บริการย้ายระบบอีเมลและข้อมูล (migration) ลด downtime และช่วยวางแผนการสื่อสารภายในองค์กร ตั้งค่า Admin Console, นโยบายความปลอดภัย, สิทธิ์การใช้งาน Gemini/Workspace apps ให้ใช้งานได้จริง ซัพพอร์ตหลังการขาย และช่วยแก้ปัญหาผู้ใช้/การตั้งค่าที่พบบ่อย
เริ่มปี 2026 ด้วยโดเมนจำง่าย + ตั้งค่า DNS ครบชุด
9 January 2026
ชื่อโดเมนคือ “หน้าประตู” ของแบรนด์ ส่วน DNS คือ “แผงควบคุมการนำทาง” ทั้งเว็บไซต์และอีเมล ปี 2026 นี้มาเริ่มให้ถูกตั้งแต่ต้น: เลือกโดเมนที่จำง่าย และ ตั้งค่า DNS ให้ครบ – ปลอดภัย – ส่งเมลถึงอินบ็อกซ์ ทำไม “โดเมนดี + DNS ครบ” ถึงสำคัญ จดจำง่าย → พูดครั้งเดียว ลูกค้าพิมพ์ถูก สร้างความเชื่อมั่น → HTTPS, DNS ที่ถูกต้อง ลดความเสี่ยงผิดพลาด อีเมลธุรกิจถึงอินบ็อกซ์ → SPF/DKIM/DMARC ครบ ลดเข้ากล่องสแปม ขยายบริการได้เร็ว → เพิ่มซับโดเมน/บริการ (www/app/mail) ได้ทันที วิธีเลือกชื่อโดเมน (Checklist สั้น ๆ) สั้น จำง่าย ออกเสียงได้ เลี่ยงเครื่องหมาย/ตัวเลขที่ไม่จำเป็น .com/.co/.th หรือส่วนขยายที่ตรงอุตสาหกรรม จดชื่อแบรนด์หลัก + เวอร์ชันสะกดใกล้เคียงเพื่อกันพิมพ์ผิด ขั้นตอนเริ่มต้น/ย้ายโดเมน เช็คชื่อว่าง + เลือกส่วนขยาย (TLD) จดทะเบียน/ขอย้ายโดเมน (ปลด Lock, ขอ Auth/EPP Code) ตั้ง Nameserver หรือใช้ DNS Managed ของผู้ให้บริการ ทดสอบ DNS propagation ค่า DNS ที่ควรรู้ (ตั้งให้ครบ) A / AAAA → ชี้โดเมนไปยัง IP เว็บไซต์ CNAME → นามแฝง (เช่น www → @) MX → ชี้อีเมลไปยังผู้ให้บริการ (Google/Microsoft ฯลฯ) TXT (SPF/DKIM/DMARC) → เพิ่มความน่าเชื่อถืออีเมล NS → กำหนดผู้ให้บริการ DNS ที่ใช้งานจริง โครงตั้งค่ามาตรฐาน (ตัวอย่าง) A: @ → 203.0.113.10 CNAME: www → @ MX (Google Workspace): ASPMX.L.GOOGLE.COM (จัดลำดับตามที่ผู้ให้บริการกำหนด) SPF (TXT): v=spf1 include:_spf.google.com ~all DKIM: สร้างคีย์จากคอนโซลอีเมลองค์กร แล้วเพิ่ม TXT selector DMARC (TXT): _dmarc → v=DMARC1; p=quarantine; rua=mailto:dmarc@yourdomain.com เคล็ดลับ: เริ่มด้วย p=none เพื่อติดตาม จากนั้นค่อยขยับเป็น quarantine/reject เมื่อบันทึกถูกหมด ความปลอดภัย & ความเสถียร เปิด DNSSEC (ถ้ารองรับ) ใช้ TTL เหมาะสม (เช่น 300 – 3600 วินาทีระหว่างเปลี่ยนค่า) สำรองรูปแบบโฮสติ้ง/อีเมล (แผน DR) ตรวจสม่ำเสมอด้วยเครื่องมือเช็ก DNS/Deliverability ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ลืมตั้ง www (CNAME) → เว็บเข้าได้เฉพาะโดเมนเปล่า SPF เกิน 10 DNS lookup → ทำให้ SPF fail ตั้ง MX ผิด/ลืมลำดับความสำคัญ → อีเมลเด้ง เปลี่ยน NS แล้วลืมย้ายระเบียนทั้งหมด FAQ ถาม: ย้ายโดเมนแล้วเว็บ/เมลจะล่มไหม?ตอบ: ถ้าวางแผนล่วงหน้าและคัดลอกระเบียนครบ พร้อม TTL สั้นช่วงสลับ – ล่มน้อยมาก/ไม่ล่ม ถาม: ต้องทำ SPF/DKIM/DMARC ครบไหม?ตอบ: แนะนำอย่างยิ่ง เพื่อให้เมลเข้ากล่องอินบ็อกซ์และป้องกันปลอมแปลง บริการที่เกี่ยวข้องจาก hostatom จด/ย้ายโดเมน + จัดการ DNS ครบวงจร Managed DNS + การตั้งค่า SPF/DKIM/DMARC โฮสติ้ง/เซิร์ฟเวอร์ + SSL Google Workspace / Microsoft 365 (ตั้งค่า MX/การยืนยันโดเมน) Migration/Backup/DR & 24/7 Thai Support อยากเริ่มปีนี้ด้วยโดเมนสวย + DNS ถูกต้องครบชุด?คุยผู้เชี่ยวชาญ hostatom ได้เลย – ตรวจสุขภาพ DNS/อีเมลให้ฟรีก่อนวางแผน
What Our Users Say
tososay.com
ประทับใจในตลอดทุกการใช้งานที่มีมาตลอด กับ Hostatom ครับ
นอกจากใช้บริการพื้นที่และระบบแล้ว ทีมงานยังใส่ใจ เข้าใจ และรับฟัง การทำงานร่วมกันแม้ว่าจะเป็นระบบหน้าบ้าน ทีมงานก็ให้คำแนะนำที่จะใช้งานกับระบบหลังบ้านหรือโฮสต์ได้อย่างดี ขอบคุณที่ให้บริการมาตลอดครับ แนะนำสำหรับมือใหม่ และมืออาชีพ ไว้วางใจ hostatom ได้ครับ
nailekcook.com
ที่นี่บริการดีมากกกกค่ะ 10/10 ไม่หักคะแนนเลย
ช่วยเหลือ 24 ชม.จริงๆ ให้คำแนะนำ แก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้รวดเร็ว พี่ๆ เทคนิค และพี่ๆแอดมิน พูดจาดีมาก ลูกค้าไม่เข้าใจก็พยายามอธิบาย ไม่ผิดหวังเลยค่ะ
guiaespanolentailandia.com
ทีมงานซัพพอร์ตให้บริการดีมากครับ
ผมพึ่งศึกษาการทำเว็บมีปัญหาอะไรทีมซัพพอร์ตของ hostatom ช่วยได้ตลอดเลย ให้คำปรึกษาดี และตอบไวมากเลยครับ
