Our Services
Latest Knowledge Updates
เปรียบเทียบ EOL vs ELS: วางแผนอัปเกรด Plesk ให้ปลอดภัย
12 January 2026
หลายองค์กรเจอคำว่า End of Life (EOL) แบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่ระบบยัง “เหมือนใช้งานได้” แต่ความจริงคือ หลังพ้น EOL คุณจะไม่ได้รับแพตช์ความปลอดภัยและการสนับสนุนจากผู้ผลิต ทำให้ความเสี่ยงถูกโจมตีและปัญหาแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ตัดสินใจได้เร็ว บทความนี้จะ “เปรียบเทียบ” 3 ทางเลือกหลักที่องค์กรเจอบ่อยในเคส Plesk: ปล่อยให้ EOL (ไม่แนะนำ) ซื้อ ELS (Extended Lifecycle Support) เพื่อยืดอายุชั่วคราว อัปเกรด/ย้ายระบบ ไปยัง OS ที่ยังซัพพอร์ต (แนะนำที่สุด) ตารางสรุป: EOL vs ELS vs อัปเกรด/ย้าย (เลือกแบบไหนเหมาะกับคุณ) ทางเลือกความปลอดภัยค่าใช้จ่ายความเหมาะสมข้อควรระวัง อยู่ต่อทั้งที่ EOLต่ำสุดอาจดูเหมือน “ไม่เพิ่ม” แต่มีต้นทุนแฝงสูงแทบไม่เหมาะ (โดยเฉพาะ production)เสี่ยง incident + downtime ซื้อ ELSดีขึ้น “บางส่วน”มีค่าธรรมเนียมรายเดือนเหมาะเป็น “สะพาน” ระหว่างรอแผนย้ายต้องทำแผนย้ายควบคู่ ไม่ควรยื้อยาว อัปเกรด/ย้าย OSดีสุดระยะยาวคุมงบได้ชัดเจนกว่าเหมาะกับงานจริง/ธุรกิจต้องวางแผนย้ายและทดสอบ Plesk EOL คืออะไร และทำไมถึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม EOL คือ “หมดระยะเวลาการสนับสนุน” และหลังจากนั้นระบบจะไม่รับอัปเดตความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีง่ายขึ้น เมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น ผู้ให้บริการ/ผู้ผลิตจึงมักเสนอ “ทางเลือกชั่วคราว” อย่าง ELS เพื่อให้ยังมีการอัปเดตความปลอดภัยสำคัญบางส่วน แต่แลกมากับ ค่าธรรมเนียมรายเดือนเพิ่มเติม OS ไหนเข้าข่าย EOL สำหรับ Plesk สรุปรายการและวันที่ที่ OS หมดซัพพอร์ตสำหรับ Plesk ไว้ดังนี้ CentOS 7: หมดซัพพอร์ต 30 มิ.ย. 2024 CloudLinux 7: หมดซัพพอร์ต 30 มิ.ย. 2024 Ubuntu 18.04: หมดซัพพอร์ต 30 เม.ย. 2023 (มีการขยายซัพพอร์ตถึง 30 ก.ย. 2024) Debian 10: หมดซัพพอร์ต 30 มิ.ย. 2024 และ Plesk เองก็ย้ำว่า หลังพ้นวันดังกล่าว OS เหล่านี้จะไม่รับ security updates ทำให้ “เปราะบางต่อการโจมตีมากขึ้น” เปรียบเทียบ 3 ทางเลือก: EOL vs ELS vs อัปเกรด/ย้ายระบบ 1) “อยู่ต่อทั้งที่ EOL” (เสี่ยงสุด) เหมาะกับใคร: แทบไม่เหมาะ (ยิ่งเป็น production ยิ่งไม่ควร)ความเสี่ยง: ไม่มีแพตช์ใหม่ ช่องโหว่ใหม่แก้ไม่ได้ โอกาสโดนเจาะสูงขึ้นต้นทุนแฝง: Incident + downtime + ค่าแก้ระบบหลังโดนโจมตี มักแพงกว่า “อัปเกรด” มาก 2) ซื้อ ELS (ยืดอายุชั่วคราวเพื่อ “มีเวลา” ย้าย) Plesk มีโปรแกรม ELS โดยร่วมกับผู้ให้บริการแพตช์ความปลอดภัย (เช่น TuxCare) เพื่อยืดอายุการได้รับอัปเดตบางส่วน เหมาะกับใคร: ติดข้อจำกัดเวลา/ระบบ แต่ต้องการลดความเสี่ยงชั่วคราว ข้อสำคัญ: ใช้ ELS ได้ แต่ควรทำ แผนย้าย คู่กันทันที ช่วงเวลาการขยายซัพพอร์ต CentOS 7 & CloudLinux 7: 1 ก.ค. 2024 – 1 ม.ค. 2026 Ubuntu 18.04 & Debian 10: 1 ต.ค. 2024 – 1 ก.ค. 2025 หมายเหตุสำคัญ: ประกาศจาก Plesk (29 พ.ค. 2024) ระบุกรอบเวลา ELS ที่ “ยาวกว่า” สำหรับบาง OS (เช่น CentOS 7/CloudLinux 7 ถึง 1 ม.ค. 2027) และระบุเพิ่มกรณี Ubuntu 20.04 ด้วยดังนั้นเวลาใช้งานจริงควรอิง “ประกาศล่าสุดของผู้ผลิต/ผู้ให้บริการที่คุณซื้อไลเซนส์ด้วย” เป็นหลัก ค่าธรรมเนียม สำหรับ CentOS 7, CloudLinux 7, Ubuntu 18.04 และ Debian 10 ประเภท Plesk Licenseค่าธรรมเนียม ELS ต่อ Plesk License / เดือน (บาท) Web Admin Edition270 Web Pro Edition470 Web Host Edition1,070 สำหรับ Ubuntu 20.04 ประเภท Plesk Licenseค่าธรรมเนียม ELS ต่อ Plesk License / เดือน (บาท) Web Admin Edition180 Web Pro Edition320 Web Host Edition720 สรุป: ELS เหมาะเป็น “สะพาน” ให้คุณมีเวลาย้ายระบบ แต่ไม่ใช่คำตอบระยะยาว เพราะยังต้องจ่ายเพิ่มจนกว่าจะอัปเกรด OS 3) อัปเกรด/ย้ายไป OS ที่ยังซัพพอร์ต (คุ้มและปลอดภัยสุด) แนวทางดีที่สุดคือ อัปเกรด/ย้ายไป OS ที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงค่า ELS ในอนาคต พร้อมยกตัวอย่าง OS ที่ยังซัพพอร์ต เช่น Ubuntu 20.04/22.04 หรือ Debian 11 และ CloudLinux 8 เป็นต้น และเพื่อให้การย้าย “ปลอดภัย” มีเครื่องมือช่วย เช่น Plesk Migrator (ย้ายข้อมูล/ตั้งค่า) Dist-Upgrade (สำหรับ Ubuntu/Debian) Elevate (เช่น CentOS 7 ไป AlmaLinux 8) เช็กลิสต์ตัดสินใจเร็ว (แนะนำใช้จริง) ถ้า OS ของคุณอยู่ในรายการ EOL แล้ว → อย่าปล่อยทิ้ง ถ้าจำเป็นต้องอยู่ต่อชั่วคราว (ติดข้อจำกัดระบบ/เวลา) → ใช้ ELS เพื่อซื้อเวลา แต่ต้องทำ “แผนย้าย” คู่กัน ถ้าต้องการลดความเสี่ยงระยะยาวและคุมงบ → อัปเกรด/ย้าย OS ที่ยังซัพพอร์ต พร้อมใช้เครื่องมือ migration สรุป EOL คือจุดที่ผู้ผลิตหยุดสนับสนุน ทำให้ไม่มีแพตช์/ซัพพอร์ต และระบบเสี่ยงขึ้น ELS คือทางเลือก “ยืดอายุชั่วคราว” เพื่อให้ยังได้อัปเดตความปลอดภัยสำคัญบางส่วน แต่มี ค่าธรรมเนียมรายเดือน และต้องจ่ายต่อเนื่องจนกว่าจะอัปเกรด OS ทางที่คุ้มและปลอดภัยที่สุดในระยะยาวคือ อัปเกรด/ย้ายไป OS ที่ยังซัพพอร์ต และใช้เครื่องมือที่ Plesk มีให้เพื่อลดความเสี่ยงในการย้าย ถ้าคุณกำลังเจอปัญหา Plesk/OS ใกล้หรือพ้น EOL แล้วลังเลว่าจะ “ซื้อ ELS เพื่อยื้อ” หรือ “อัปเกรด/ย้ายให้จบ” ให้ hostatom ช่วยวางแผนและลงมือทำแบบปลอดภัย ลดความเสี่ยง downtime และลดโอกาสพลาดในขั้นตอนย้ายระบบ hostatom ช่วยอะไรได้บ้าง เช็กสถานะ EOL ของระบบคุณ: ตรวจ OS/Plesk/แพ็กเกจที่ใช้อยู่ และประเมินความเสี่ยง วางแผนทางเลือกที่คุ้มที่สุด: ถ้าจำเป็นต้อง “ยื้อเวลา” → ช่วยตั้งค่า/ดูแล ELS ให้เป็นสะพานชั่วคราว ถ้าพร้อม “แก้ระยะยาว” → ช่วย อัปเกรด/ย้าย OS ไปเวอร์ชันที่ยังซัพพอร์ต ย้ายระบบอย่างเป็นขั้นตอน: ตั้งค่า/ย้ายข้อมูลด้วยแนวทางที่เหมาะ (เช่น Migration/Upgrade) เพื่อลดผลกระทบกับเว็บและอีเมล เสริมความปลอดภัยหลังย้าย: ตั้งค่า SSL, hardening, backup, monitoring และแนวปฏิบัติพื้นฐานเพื่อลดความเสี่ยงช่องโหว่ ดูแลต่อเนื่อง: มีทีมช่วยดูหลังบ้าน ให้ระบบ “อัปเดตทัน” ไม่กลับไปติดกับดัก EOL รอบใหม่ อยากให้ช่วยดูเคสของคุณแบบเร็ว ๆ แค่ส่งรายละเอียด OS ที่ใช้อยู่ + เวอร์ชัน Plesk + จำนวนเว็บ/โดเมน + ช่วงเวลาที่รับ downtime ได้ ทีม hostatom จะช่วยสรุปแผนที่เหมาะที่สุดให้ค่ะ
ปรับเว็บ WordPress ให้โหลดไวใน 5 ขั้น (ทำตามได้ทันที)
12 January 2026
เว็บไซต์ WordPress ที่โหลดช้าไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่มักเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน เช่น รูปภาพใหญ่เกินไป ปลั๊กอินเยอะ หรือโฮสติ้งไม่แรงพอ ข่าวดีคือคุณสามารถปรับให้เร็วขึ้นได้เองง่ายๆ โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ตามลำดับความสำคัญดังนี้ ข่าวดีคือ… ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ ก็ทำให้เร็วขึ้นได้ ถ้าเรียงลำดับให้ถูก ทิป: เป้าหมายที่อยากเห็น: เว็บ “รู้สึกว่าโหลดเสร็จเร็วขึ้น”, คลิกแล้วไม่หน่วง และหน้าไม่เด้ง (Core Web Vitals: LCP/INP/CLS) สำรองข้อมูลก่อนเริ่ม (Safety First) ก่อนจะปรับแต่งค่าทางเทคนิค ควรสำรองข้อมูลไว้ก่อนเสมอเพื่อความปลอดภัย สำหรับมือใหม่ ใช้ปลั๊กอิน All-in-One WP Migration เพื่อ Export ไฟล์เก็บไว้ สำหรับสายเทคนิค สำรองผ่าน Control Panel (Plesk/DirectAdmin) ทั้งไฟล์และฐานข้อมูล ขั้นที่ 1: วัดประสิทธิภาพก่อนแก้ (จะได้เกาให้ถูกที่คัน) ใช้เครื่องมือฟรีเพื่อดูว่าเว็บเรา “ติดปัญหาที่จุดไหน” เครื่องมือแนะนำ Google PageSpeed Insights จุดที่ต้องโฟกัส:* LCP (Largest Contentful Paint) เนื้อหาหลักโหลดขึ้นมาเร็วไหม (ควรน้อยกว่า 2.5 วินาที)* INP (Interaction to Next Paint) เว็บตอบสนองต่อการคลิกเร็วแค่ไหน* TTFB ความเร็วการตอบสนองจากฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ทำตามนี้ LCP = “ใช้เวลากี่วินาที กว่าจะเห็นเนื้อหาหลักของหน้า” INP = “กดแล้วเว็บตอบสนองช้าหรือเร็ว” CLS = “หน้าเด้ง/เลื่อนเองตอนโหลดไหม” เกณฑ์คร่าว ๆ ที่ Google มองว่า “ดี (Good)” คือ LCP ≤ 2.5s, INP ≤ 200ms, CLS ≤ 0.1 3 คำที่ต้องรู้ เลือกหน้า “สำคัญ” 1 – 3 หน้า (หน้าแรก / หน้าบริการ / บทความยอดนิยม) รันเทสต์ แล้วจดว่า “โดนเตือนเรื่องอะไรซ้ำ ๆ” เช่น รูปใหญ่ โค้ดหนัก ไม่มีแคช หรือเซิร์ฟเวอร์ตอบช้า (TTFB สูง) ผลลัพธ์ที่ได้: รู้ว่าจะเริ่มแก้ “รูป / แคช / ปลั๊กอิน / โฮสติ้ง” อะไรก่อน ขั้นที่ 2: เปิดใช้งานระบบ “แคช” (เห็นผลทันที) แคช (Caching) คือการสร้างหน้าเว็บแบบสำเร็จรูปไว้พร้อมเสิร์ฟ ไม่ต้องเสียเวลาประมวลผลใหม่ทุกครั้งที่มีคนเข้าดู ทำตามนี้ ปลั๊กอินแนะนำ WP Rocket, WP-Optimize หรือ WP Super Cache สิ่งที่ต้องทำ เปิด Page Cache เป็นอันดับแรก และหากเว็บมีข้อมูลเยอะให้เปิด Object Cache (เช่น Redis) เพิ่มเติม ผลลัพธ์ที่ได้: หน้าเว็บเสิร์ฟเร็วขึ้นทันที และลดโหลด CPU/RAM ขั้นที่ 3: ลดน้ำหนักรูปภาพ (ตัวการหลักที่ทำให้เว็บอืด) รูปภาพที่ความละเอียดสูงเกินความจำเป็นจะกิน Bandwidth และทำให้โหลดช้า ทำตามนี้ เปิด Lazy Load ตั้งค่าให้รูปโหลดเฉพาะเมื่อผู้ใช้เลื่อนหน้าจอไปถึง บีบอัดรูป โดยใช้เว็บ TinyPNG หรือปลั๊กอินบีบอัดรูปก่อนอัปโหลด เปลี่ยนนามสกุล ใช้รูปไฟล์ WebP แทน JPEG/PNG เพราะขนาดเล็กกว่ามากแต่ชัดเท่าเดิม ผลลัพธ์ที่ได้: โดยมากจะช่วย LCP ดีขึ้น และมือถือโหลดไวขึ้น ขั้นที่ 4: เคลียร์ปลั๊กอินและล้างฐานข้อมูล (เพื่อความลื่นไหล) ปลั๊กอินที่ไม่ได้ใช้งานหรือฐานข้อมูลที่บวม (เช่น Revision ของบทความที่แก้ซ้ำๆ) ทำให้เว็บหน่วง ทำตามนี้ ลบปลั๊กอิน ปลั๊กอินตัวไหนไม่ได้ใช้ให้ “Delete” ออกทันที (แค่ Deactivate ไม่พอ) Optimize Database ใช้ปลั๊กอินลบข้อมูลขยะ เช่น Spam Comment และ Transient Options Minify โค้ด ยุบรวมไฟล์ CSS/JS ให้เล็กลง (ทำด้วยความระมัดระวัง หากหน้าเว็บเพี้ยนให้ปิดทันที) ตัวอย่างปลั๊กอินสาย all-in-one: WP-Optimize ระบุว่าช่วย “cache, compress images, clean database, minify” ในตัวเดียว ผลลัพธ์ที่ได้: หน้าเว็บเบาขึ้น ลดจำนวนไฟล์ที่ต้องโหลด และลดอาการหน่วงตอนโต้ตอบ ขั้นที่ 5: เลือกโฮสติ้งที่ปรับจูนมาเพื่อ WordPress ต่อให้จูนหน้าเว็บดีแค่ไหน แต่ถ้าเซิร์ฟเวอร์ช้า ทุกอย่างก็จบ! โฮสติ้งที่ดีควรมี: PHP เวอร์ชันล่าสุด และระบบ OPcache Web Server ประสิทธิภาพสูง เช่น NGINX หรือ LiteSpeed บริการ WordPress Hosting โดยเฉพาะ ที่มีการตั้งค่าความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยเร่งความเร็วมาให้ในตัว สรุปสั้นๆ วัดผล > เปิดแคช > ลดขนาดรูป > ลบปลั๊กอินขยะ > เลือกโฮสติ้งแรงๆ ถ้าอยาก “จบไว”: ใช้ WordPress Hosting + ให้ทีมช่วยปรับจูน หากคุณต้องการทางลัดที่ได้ทั้งความเร็วและความเสถียร WordPress Hosting จาก hostatom คือคำตอบ เพราะเราจูนระบบมาเพื่อ WordPress โดยเฉพาะ พร้อมทีมงาน Support ตลอด 24 ชม. ดูรายละเอียดบริการ WordPress Hosting ของ hostatom: https://www.hostatom.com/wordpress-hosting/
เทียบแพ็กเกจ Google Workspace: Gemini เบื้องต้น vs เต็มรูปแบบ
9 January 2026
หลายองค์กรใช้งาน Google Workspace อยู่แล้ว แต่พอเข้าสู่ยุค Gemini คำถามหลักจะเปลี่ยนจาก “ใช้ Workspace แพ็กเกจไหนดี” เป็น “อยากใช้ AI ให้คุ้ม ต้องเลือกแพ็กเกจไหนถึง ได้จริง?” เพราะคำว่า “มี AI” กับ “ใช้ AI ได้เต็มรูปแบบ” ต่างกันทั้งขอบเขตแอปที่ใช้ได้ (Gmail/Docs/Meet ฯลฯ) และความลึกของงานที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกประเด็นที่ทำให้หลายคนสับสนคือ Google ปรับแนวทางครั้งใหญ่ โดยเริ่ม รวมความสามารถ AI ระดับพรีเมียมเข้าในแผน Workspace Business และ Enterprise ตั้งแต่ 15 มกราคม 2025 และทยอยเลิก/ถอด “Add-on แบบเดิม” หลายตัวออกจากหน้า Billing/Subscriptions พร้อมหยุดคิดค่าบริการ add-on ที่เคยซื้อไว้บางรายการหลัง 31 มกราคม 2025 ทำให้การเลือกแพ็กเกจ “ต่างจากเดิม” อย่างชัดเจน บทความนี้ จะสรุปให้ท่านแบบอ่านแล้วเลือกได้เลยว่า แพ็กเกจไหนคือ AI เบื้องต้น และ แพ็กเกจไหนคือ AI เต็มรูปแบบ พร้อมตารางสรุป วิธีเลือกจากงานจริง เงื่อนไขสำคัญ (เช่น 300 users) และวิธีเช็ก/เปิดใช้งานให้ “ได้จริง” อัปเดตสำคัญ: ทำไมตอนนี้ “Gemini” ถึงอยู่ในแพ็กเกจหลัก? ตั้งแต่ 15 ม.ค. 2025 Google ระบุว่า “Premium AI” ถูกนำไปรวมในแผน Workspace Business/Enterprise (เดิมหลายฟีเจอร์ต้องซื้อ add-on)อ้างอิง – Get started with Google Workspace with Gemini – Business / Enterprise – Google Meet Help และในฝั่งผู้ดูแลระบบ (Admin) Google Workspace Updates แจ้งว่าจะเริ่ม ถอดรายการ Add-ons ที่เป็น legacy ออกจากหน้า Subscriptions และ หยุดคิดเงิน add-ons บางรายการหลัง 31 ม.ค. 2025 สรุปสั้นๆ: วันนี้การเลือกแพ็กเกจ “ไม่ใช่แค่เลือกพื้นที่/Meet” แต่ต้องดูว่า Gemini ใช้ได้ลึกแค่ไหนในแอปงานจริง ด้วย ตารางสรุป (ตัวอย่างตาราง) – ดูแล้วตัดสินใจได้ใน 10 วินาที หมายเหตุ: ตารางนี้เป็น “ภาพรวมเชิงการใช้งาน” เพื่อช่วยเลือกแพ็กเกจเร็วขึ้น รายละเอียดฟีเจอร์อาจเปลี่ยนตามประเทศ/เงื่อนไขการ rollout และการตั้งค่าผู้ดูแลระบบ ควรตรวจสิทธิ์จริงใน Admin Console เสมอ แพ็กเกจระดับ AIใช้งาน Gemini ในแอปงาน (ตัวอย่าง)NotebookLMเหมาะกับใคร Business Starterเบื้องต้นเน้นเริ่มต้นใช้งาน AI กับงานสื่อสาร/อีเมล + Gemini appจำกัด/พื้นฐานตามสิทธิ์ทีมเล็ก ทดลองใช้ AI งานเบา เน้นอีเมล Business Standardเต็มรูปแบบครอบคลุมงานเอกสาร/ทำงานร่วมกันมากขึ้น (เช่น Gmail/Docs/Meet ตามสิทธิ์)Expanded accessทีมที่ทำเอกสารจริงจัง ทำงานร่วมกันทั้งทีม Business Plusเต็มรูปแบบ + องค์กรมากขึ้นAI เต็มรูปแบบเหมือน Standard และเพิ่มความสามารถด้านการจัดการ/ความปลอดภัยตามแพ็กเกจExpanded accessทีมโต ประชุมเยอะ ต้องคุมการใช้งานมากขึ้น Enterpriseเต็มรูปแบบ + Governanceได้ชุดความสามารถและการกำกับดูแล/ความปลอดภัยระดับองค์กร (แนว “all features mentioned”)ตามแผนย่อย/ข้อเสนอองค์กรใหญ่ มีข้อกำกับ/ความปลอดภัยเข้ม อ้างอิงภาพรวมสิทธิ์ Business/Enterprise, การรวม AI ตั้งแต่ 15 ม.ค. 2025 และการเปลี่ยน add-ons: เจาะทีละแพ็กเกจ: ได้อะไรจริง และควรเลือกเมื่อไหร่ 1) Business Starter = “AI เบื้องต้น” สำหรับเริ่มต้น เหมาะกับทีมที่ต้องการเริ่มใช้ AI แบบไม่ซับซ้อน เน้นงานสื่อสาร และยังไม่ได้ต้องทำเอกสาร/ประชุมด้วย AI แบบหนักๆ เหมาะกับงานแบบไหน ทีมเล็ก/สตาร์ทอัป/แผนกที่อยากทดลอง AI ก่อน งานหลักคืออีเมล การประสานงาน และการสรุปแนวคิดในระดับพื้นฐาน 2) Business Standard = “AI เต็มรูปแบบ” สำหรับทีมทำงานเอกสารจริงจัง ถ้าทีมของท่านเซียน “ทำงานเอกสารทุกวัน” (Proposal, สรุปประชุม, แผนงาน, รายงาน, SOP) แผนนี้มักคุ้มที่สุด เพราะเป็นจุดที่ AI เริ่มฝังใน workflow ได้จริง และมี NotebookLM expanded access ตามหน้า Pricing เหมาะกับงานแบบไหน ทีมการตลาด/เซลส์/บัญชี/HR/โอเปอเรชัน ที่ทำเอกสารร่วมกันตลอด งานประชุมที่ต้องการสรุปและแปลงเป็น action items ให้เร็วขึ้น (ขึ้นกับสิทธิ์และการตั้งค่า) 3) Business Plus = “AI เต็มรูปแบบ + คุมเข้มขึ้น” สำหรับทีมโต Business Plus เหมาะกับทีมที่เริ่มมีความต้องการด้านการจัดการผู้ใช้ ความปลอดภัย และการทำงานแบบองค์กรขึ้นไป โดยยังได้แกน AI ระดับเต็มรูปแบบเหมือน Standard และได้ storage/ความสามารถอื่นๆ สูงขึ้นตามหน้า Pricing เหมาะกับงานแบบไหน ทีมโตขึ้น เริ่มจริงจังกับการกำหนดนโยบาย ความปลอดภัย การควบคุม องค์กรที่เริ่มมี requirement เรื่องการเก็บข้อมูล/การทำงานร่วมกันในระดับแผนก 4) Enterprise = สำหรับองค์กรใหญ่ที่ต้องการ Governance และความปลอดภัยขั้นสูง Enterprise เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ “เครื่องมือกำกับดูแล” มากกว่าประเด็น AI อย่างเดียว เช่น นโยบายความปลอดภัยที่เข้ม การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล หรือข้อกำกับภายในองค์กร/อุตสาหกรรม โดยหน้า Pricing ระบุว่า Enterprise ได้ “all features mentioned” และมีความยืดหยุ่นมากกว่าในหลายมิติ เหมาะกับงานแบบไหน องค์กรขนาดใหญ่ มีทีม IT/Compliance ต้องการขยายจำนวนผู้ใช้เกิน 300 และต้องคุม policy / security มากขึ้น ต่างกัน “นอกจาก AI” ที่คนมักลืมดู (แต่มีผลกับการเลือกแพ็กเกจ) แม้บทความนี้โฟกัส Gemini แต่เวลาซื้อจริง คนมักติด 3 จุดนี้: 1) จำกัดจำนวนผู้ใช้ (สำคัญมาก) Business Starter/Standard/Plus ซื้อได้สูงสุด 300 users Enterprise ไม่มีเพดานสูงสุดแบบเดียวกัน 2) พื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) ต่างกันชัด หน้า Pricing ระบุ pooled storage โดยประมาณ: Starter ~ 30 GB/ผู้ใช้ Standard ~ 2 TB/ผู้ใช้ Plus/Enterprise Plus ~ 5 TB/ผู้ใช้ 3) ความสามารถด้านการจัดการ/ความปลอดภัย แผนสูงขึ้นมักมีเครื่องมือและตัวเลือกความปลอดภัย/การจัดการมากขึ้น (รายละเอียดขึ้นกับแผนย่อยและเงื่อนไข) ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรขยับไป Plus/Enterprise แม้ AI ใกล้เคียง Standard เลือกแพ็กเกจจาก “งาน” ไม่ใช่จาก “ราคา” (แนะแนวแบบใช้งานจริง) ถ้างานหลักคือ “อีเมล/การสื่อสาร” เริ่มที่ Business Starter ได้ก่อน (AI เบื้องต้น)เหมาะกับทีมที่อยากเริ่มเร็วและคุมงบ ถ้างานหลักคือ “เอกสาร/ทำงานร่วมกันใน Docs” ไปที่ Business Standard (AI เต็มรูปแบบ + NotebookLM expanded access) ถ้างานหลักคือ “ประชุมเยอะ + ทีมโตขึ้น” ดู Business Plus เพราะได้ความสามารถด้านทีม/การจัดการ/ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นตามแพ็กเกจ ถ้าต้องการ “Governance/Compliance” และเกิน 300 users พิจารณา Enterprise เพราะ Business ติดเพดาน 300 users และ Enterprise ยืดหยุ่นกว่า เช็กให้ชัวร์ว่า “ได้จริง”: 3 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ไม่เห็น Gemini หลายทีมซื้อแพ็กเกจถูกแล้ว แต่ “เปิดใช้ไม่ครบ” เลยไม่เห็น Gemini ในแอปที่ต้องการ ยังไม่ได้เปิด/ตั้งค่าใน Admin Console (สิทธิ์ Gemini/Workspace apps อาจต้องกำหนด) การ rollout ยังไม่ครบทุกผู้ใช้ (ทยอยปล่อยฟีเจอร์ตามระยะ) ผู้ใช้เข้าถึง Gemini แบบ “Additional Google service” บางกรณีจะต่างจากการเข้าถึงแบบที่รวมใน Workspace และอาจมีข้อจำกัดการใช้ Workspace apps ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (สั้นๆ แต่ควรมี) Google Workspace Updates ระบุแนวทางสำคัญว่า แชทและไฟล์ที่อัปโหลดใน Gemini app จะไม่ถูกผู้ตรวจสอบมนุษย์รีวิวหรือเอาไปใช้ฝึกโมเดล AI โดยไม่มีการอนุญาตของผู้ใช้ และผู้ดูแลระบบสามารถเตรียม/กำหนดการเข้าถึง Workspace apps ได้ล่วงหน้าในฝั่งแอดมิน สำหรับองค์กร นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การตั้งค่าฝั่ง Admin” และนโยบายข้อมูลภายในองค์กรจึงสำคัญพอๆ กับการเลือกแพ็กเกจ FAQ: คำถามที่พบบ่อย คำถาม: เริ่ม 15 ม.ค. 2025 แปลว่าไม่ต้องซื้อ add-on แล้วใช่ไหม?คำตอบ: ใช่ โดย Google ระบุว่า premium AI ถูกนำไปรวมในแผน Business/Enterprise และ add-ons แบบ legacy หลายตัว “ไม่สามารถซื้อเพิ่มได้แล้ว” คำถาม: ทำไมเห็น Gemini ใน Gmail แต่ไม่เห็นใน Docs/Meet?คำตอบ: มักเกิดจากการตั้งค่า/สิทธิ์ใน Admin Console หรือ rollout ยังไม่ครบ รวมถึงรูปแบบการเข้าถึง Gemini บางแบบมีข้อจำกัด Workspace apps คำถาม: NotebookLM “expanded access” อยู่แพ็กเกจไหน?คำตอบ: หน้า Pricing ระบุ NotebookLM แบบ expanded access ในแผนที่สูงขึ้น (เช่น Standard ขึ้นไป) คำถาม: Business ซื้อได้เกิน 300 users ไหม?คำตอบ: Business Starter/Standard/Plus มีเพดานสูงสุด 300 users ถ้าองค์กรใหญ่กว่านั้นให้ดู Enterprise คำถาม: Add-on เดิม (Gemini Business/Enterprise, AI Meetings & Messaging, AI Security) ยังเห็นอยู่ไหม?คำตอบ: Google Workspace Updates ระบุว่าจะเริ่มถอดการอ้างอิง add-ons เหล่านี้ออกจากหน้า Subscriptions และหยุดคิดเงิน add-on บางรายการหลัง 31 ม.ค. 2025 สรุป: เลือกให้ถูก = ใช้ AI ให้คุ้ม และ “ได้จริง” ในงานประจำวัน Starter = เหมาะเริ่มต้น ใช้ AI แบบเบื้องต้น เน้นงานสื่อสาร Standard = จุดคุ้มสำหรับทีมทำเอกสาร/ทำงานร่วมกันจริงจัง (AI เต็มรูปแบบ + NotebookLM expanded access) Plus = AI เต็มรูปแบบ + องค์กรขึ้น คุมการใช้งานมากขึ้น Enterprise = สำหรับองค์กรใหญ่/ต้องการ governance และยืดหยุ่นเกิน 300 users หากท่านต้องการให้ทีม hostatom ช่วย “ประเมินแพ็กเกจจากรูปแบบงานจริง”, วางแผนย้ายเมล/ข้อมูล, ตั้งค่าแอดมิน/ความปลอดภัย และเปิดใช้งาน Gemini ให้ครบตามสิทธิ์ สามารถดูรายละเอียดบริการได้ที่หน้า Google Workspace ของ hostatom บริการของ hostatom ที่เกี่ยวข้อง ให้คำปรึกษาเลือกแพ็กเกจ Google Workspace (Starter/Standard/Plus/Enterprise) ให้เหมาะกับทีมและงบ บริการย้ายระบบอีเมลและข้อมูล (migration) ลด downtime และช่วยวางแผนการสื่อสารภายในองค์กร ตั้งค่า Admin Console, นโยบายความปลอดภัย, สิทธิ์การใช้งาน Gemini/Workspace apps ให้ใช้งานได้จริง ซัพพอร์ตหลังการขาย และช่วยแก้ปัญหาผู้ใช้/การตั้งค่าที่พบบ่อย
What Our Users Say
tososay.com
ประทับใจในตลอดทุกการใช้งานที่มีมาตลอด กับ Hostatom ครับ
นอกจากใช้บริการพื้นที่และระบบแล้ว ทีมงานยังใส่ใจ เข้าใจ และรับฟัง การทำงานร่วมกันแม้ว่าจะเป็นระบบหน้าบ้าน ทีมงานก็ให้คำแนะนำที่จะใช้งานกับระบบหลังบ้านหรือโฮสต์ได้อย่างดี ขอบคุณที่ให้บริการมาตลอดครับ แนะนำสำหรับมือใหม่ และมืออาชีพ ไว้วางใจ hostatom ได้ครับ
nailekcook.com
ที่นี่บริการดีมากกกกค่ะ 10/10 ไม่หักคะแนนเลย
ช่วยเหลือ 24 ชม.จริงๆ ให้คำแนะนำ แก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้รวดเร็ว พี่ๆ เทคนิค และพี่ๆแอดมิน พูดจาดีมาก ลูกค้าไม่เข้าใจก็พยายามอธิบาย ไม่ผิดหวังเลยค่ะ
guiaespanolentailandia.com
ทีมงานซัพพอร์ตให้บริการดีมากครับ
ผมพึ่งศึกษาการทำเว็บมีปัญหาอะไรทีมซัพพอร์ตของ hostatom ช่วยได้ตลอดเลย ให้คำปรึกษาดี และตอบไวมากเลยครับ
