Our Services

Latest Knowledge Updates

เทียบแพ็กเกจ Google Workspace: Gemini เบื้องต้น vs เต็มรูปแบบ

9 January 2026

หลายองค์กรใช้งาน Google Workspace อยู่แล้ว แต่พอเข้าสู่ยุค Gemini คำถามหลักจะเปลี่ยนจาก “ใช้ Workspace แพ็กเกจไหนดี” เป็น “อยากใช้ AI ให้คุ้ม ต้องเลือกแพ็กเกจไหนถึง ได้จริง?” เพราะคำว่า “มี AI” กับ “ใช้ AI ได้เต็มรูปแบบ” ต่างกันทั้งขอบเขตแอปที่ใช้ได้ (Gmail/Docs/Meet ฯลฯ) และความลึกของงานที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกประเด็นที่ทำให้หลายคนสับสนคือ Google ปรับแนวทางครั้งใหญ่ โดยเริ่ม รวมความสามารถ AI ระดับพรีเมียมเข้าในแผน Workspace Business และ Enterprise ตั้งแต่ 15 มกราคม 2025 และทยอยเลิก/ถอด “Add-on แบบเดิม” หลายตัวออกจากหน้า Billing/Subscriptions พร้อมหยุดคิดค่าบริการ add-on ที่เคยซื้อไว้บางรายการหลัง 31 มกราคม 2025 ทำให้การเลือกแพ็กเกจ “ต่างจากเดิม” อย่างชัดเจน บทความนี้ จะสรุปให้ท่านแบบอ่านแล้วเลือกได้เลยว่า แพ็กเกจไหนคือ AI เบื้องต้น และ แพ็กเกจไหนคือ AI เต็มรูปแบบ พร้อมตารางสรุป วิธีเลือกจากงานจริง เงื่อนไขสำคัญ (เช่น 300 users) และวิธีเช็ก/เปิดใช้งานให้ “ได้จริง” อัปเดตสำคัญ: ทำไมตอนนี้ “Gemini” ถึงอยู่ในแพ็กเกจหลัก? ตั้งแต่ 15 ม.ค. 2025 Google ระบุว่า “Premium AI” ถูกนำไปรวมในแผน Workspace Business/Enterprise (เดิมหลายฟีเจอร์ต้องซื้อ add-on)อ้างอิง – Get started with Google Workspace with Gemini – Business / Enterprise – Google Meet Help และในฝั่งผู้ดูแลระบบ (Admin) Google Workspace Updates แจ้งว่าจะเริ่ม ถอดรายการ Add-ons ที่เป็น legacy ออกจากหน้า Subscriptions และ หยุดคิดเงิน add-ons บางรายการหลัง 31 ม.ค. 2025 สรุปสั้นๆ: วันนี้การเลือกแพ็กเกจ “ไม่ใช่แค่เลือกพื้นที่/Meet” แต่ต้องดูว่า Gemini ใช้ได้ลึกแค่ไหนในแอปงานจริง ด้วย ตารางสรุป (ตัวอย่างตาราง) – ดูแล้วตัดสินใจได้ใน 10 วินาที หมายเหตุ: ตารางนี้เป็น “ภาพรวมเชิงการใช้งาน” เพื่อช่วยเลือกแพ็กเกจเร็วขึ้น รายละเอียดฟีเจอร์อาจเปลี่ยนตามประเทศ/เงื่อนไขการ rollout และการตั้งค่าผู้ดูแลระบบ ควรตรวจสิทธิ์จริงใน Admin Console เสมอ แพ็กเกจระดับ AIใช้งาน Gemini ในแอปงาน (ตัวอย่าง)NotebookLMเหมาะกับใคร Business Starterเบื้องต้นเน้นเริ่มต้นใช้งาน AI กับงานสื่อสาร/อีเมล + Gemini appจำกัด/พื้นฐานตามสิทธิ์ทีมเล็ก ทดลองใช้ AI งานเบา เน้นอีเมล Business Standardเต็มรูปแบบครอบคลุมงานเอกสาร/ทำงานร่วมกันมากขึ้น (เช่น Gmail/Docs/Meet ตามสิทธิ์)Expanded accessทีมที่ทำเอกสารจริงจัง ทำงานร่วมกันทั้งทีม Business Plusเต็มรูปแบบ + องค์กรมากขึ้นAI เต็มรูปแบบเหมือน Standard และเพิ่มความสามารถด้านการจัดการ/ความปลอดภัยตามแพ็กเกจExpanded accessทีมโต ประชุมเยอะ ต้องคุมการใช้งานมากขึ้น Enterpriseเต็มรูปแบบ + Governanceได้ชุดความสามารถและการกำกับดูแล/ความปลอดภัยระดับองค์กร (แนว “all features mentioned”)ตามแผนย่อย/ข้อเสนอองค์กรใหญ่ มีข้อกำกับ/ความปลอดภัยเข้ม อ้างอิงภาพรวมสิทธิ์ Business/Enterprise, การรวม AI ตั้งแต่ 15 ม.ค. 2025 และการเปลี่ยน add-ons: เจาะทีละแพ็กเกจ: ได้อะไรจริง และควรเลือกเมื่อไหร่ 1) Business Starter = “AI เบื้องต้น” สำหรับเริ่มต้น เหมาะกับทีมที่ต้องการเริ่มใช้ AI แบบไม่ซับซ้อน เน้นงานสื่อสาร และยังไม่ได้ต้องทำเอกสาร/ประชุมด้วย AI แบบหนักๆ เหมาะกับงานแบบไหน ทีมเล็ก/สตาร์ทอัป/แผนกที่อยากทดลอง AI ก่อน งานหลักคืออีเมล การประสานงาน และการสรุปแนวคิดในระดับพื้นฐาน 2) Business Standard = “AI เต็มรูปแบบ” สำหรับทีมทำงานเอกสารจริงจัง ถ้าทีมของท่านเซียน “ทำงานเอกสารทุกวัน” (Proposal, สรุปประชุม, แผนงาน, รายงาน, SOP) แผนนี้มักคุ้มที่สุด เพราะเป็นจุดที่ AI เริ่มฝังใน workflow ได้จริง และมี NotebookLM expanded access ตามหน้า Pricing เหมาะกับงานแบบไหน ทีมการตลาด/เซลส์/บัญชี/HR/โอเปอเรชัน ที่ทำเอกสารร่วมกันตลอด งานประชุมที่ต้องการสรุปและแปลงเป็น action items ให้เร็วขึ้น (ขึ้นกับสิทธิ์และการตั้งค่า) 3) Business Plus = “AI เต็มรูปแบบ + คุมเข้มขึ้น” สำหรับทีมโต Business Plus เหมาะกับทีมที่เริ่มมีความต้องการด้านการจัดการผู้ใช้ ความปลอดภัย และการทำงานแบบองค์กรขึ้นไป โดยยังได้แกน AI ระดับเต็มรูปแบบเหมือน Standard และได้ storage/ความสามารถอื่นๆ สูงขึ้นตามหน้า Pricing เหมาะกับงานแบบไหน ทีมโตขึ้น เริ่มจริงจังกับการกำหนดนโยบาย ความปลอดภัย การควบคุม องค์กรที่เริ่มมี requirement เรื่องการเก็บข้อมูล/การทำงานร่วมกันในระดับแผนก 4) Enterprise = สำหรับองค์กรใหญ่ที่ต้องการ Governance และความปลอดภัยขั้นสูง Enterprise เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ “เครื่องมือกำกับดูแล” มากกว่าประเด็น AI อย่างเดียว เช่น นโยบายความปลอดภัยที่เข้ม การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล หรือข้อกำกับภายในองค์กร/อุตสาหกรรม โดยหน้า Pricing ระบุว่า Enterprise ได้ “all features mentioned” และมีความยืดหยุ่นมากกว่าในหลายมิติ เหมาะกับงานแบบไหน องค์กรขนาดใหญ่ มีทีม IT/Compliance ต้องการขยายจำนวนผู้ใช้เกิน 300 และต้องคุม policy / security มากขึ้น ต่างกัน “นอกจาก AI” ที่คนมักลืมดู (แต่มีผลกับการเลือกแพ็กเกจ) แม้บทความนี้โฟกัส Gemini แต่เวลาซื้อจริง คนมักติด 3 จุดนี้: 1) จำกัดจำนวนผู้ใช้ (สำคัญมาก) Business Starter/Standard/Plus ซื้อได้สูงสุด 300 users Enterprise ไม่มีเพดานสูงสุดแบบเดียวกัน 2) พื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) ต่างกันชัด หน้า Pricing ระบุ pooled storage โดยประมาณ: Starter ~ 30 GB/ผู้ใช้ Standard ~ 2 TB/ผู้ใช้ Plus/Enterprise Plus ~ 5 TB/ผู้ใช้ 3) ความสามารถด้านการจัดการ/ความปลอดภัย แผนสูงขึ้นมักมีเครื่องมือและตัวเลือกความปลอดภัย/การจัดการมากขึ้น (รายละเอียดขึ้นกับแผนย่อยและเงื่อนไข) ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรขยับไป Plus/Enterprise แม้ AI ใกล้เคียง Standard เลือกแพ็กเกจจาก “งาน” ไม่ใช่จาก “ราคา” (แนะแนวแบบใช้งานจริง) ถ้างานหลักคือ “อีเมล/การสื่อสาร” เริ่มที่ Business Starter ได้ก่อน (AI เบื้องต้น)เหมาะกับทีมที่อยากเริ่มเร็วและคุมงบ ถ้างานหลักคือ “เอกสาร/ทำงานร่วมกันใน Docs” ไปที่ Business Standard (AI เต็มรูปแบบ + NotebookLM expanded access) ถ้างานหลักคือ “ประชุมเยอะ + ทีมโตขึ้น” ดู Business Plus เพราะได้ความสามารถด้านทีม/การจัดการ/ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นตามแพ็กเกจ ถ้าต้องการ “Governance/Compliance” และเกิน 300 users พิจารณา Enterprise เพราะ Business ติดเพดาน 300 users และ Enterprise ยืดหยุ่นกว่า เช็กให้ชัวร์ว่า “ได้จริง”: 3 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ไม่เห็น Gemini หลายทีมซื้อแพ็กเกจถูกแล้ว แต่ “เปิดใช้ไม่ครบ” เลยไม่เห็น Gemini ในแอปที่ต้องการ ยังไม่ได้เปิด/ตั้งค่าใน Admin Console (สิทธิ์ Gemini/Workspace apps อาจต้องกำหนด) การ rollout ยังไม่ครบทุกผู้ใช้ (ทยอยปล่อยฟีเจอร์ตามระยะ) ผู้ใช้เข้าถึง Gemini แบบ “Additional Google service” บางกรณีจะต่างจากการเข้าถึงแบบที่รวมใน Workspace และอาจมีข้อจำกัดการใช้ Workspace apps ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (สั้นๆ แต่ควรมี) Google Workspace Updates ระบุแนวทางสำคัญว่า แชทและไฟล์ที่อัปโหลดใน Gemini app จะไม่ถูกผู้ตรวจสอบมนุษย์รีวิวหรือเอาไปใช้ฝึกโมเดล AI โดยไม่มีการอนุญาตของผู้ใช้ และผู้ดูแลระบบสามารถเตรียม/กำหนดการเข้าถึง Workspace apps ได้ล่วงหน้าในฝั่งแอดมิน สำหรับองค์กร นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การตั้งค่าฝั่ง Admin” และนโยบายข้อมูลภายในองค์กรจึงสำคัญพอๆ กับการเลือกแพ็กเกจ FAQ: คำถามที่พบบ่อย คำถาม: เริ่ม 15 ม.ค. 2025 แปลว่าไม่ต้องซื้อ add-on แล้วใช่ไหม?คำตอบ: ใช่ โดย Google ระบุว่า premium AI ถูกนำไปรวมในแผน Business/Enterprise และ add-ons แบบ legacy หลายตัว “ไม่สามารถซื้อเพิ่มได้แล้ว” คำถาม: ทำไมเห็น Gemini ใน Gmail แต่ไม่เห็นใน Docs/Meet?คำตอบ: มักเกิดจากการตั้งค่า/สิทธิ์ใน Admin Console หรือ rollout ยังไม่ครบ รวมถึงรูปแบบการเข้าถึง Gemini บางแบบมีข้อจำกัด Workspace apps คำถาม: NotebookLM “expanded access” อยู่แพ็กเกจไหน?คำตอบ: หน้า Pricing ระบุ NotebookLM แบบ expanded access ในแผนที่สูงขึ้น (เช่น Standard ขึ้นไป) คำถาม: Business ซื้อได้เกิน 300 users ไหม?คำตอบ: Business Starter/Standard/Plus มีเพดานสูงสุด 300 users ถ้าองค์กรใหญ่กว่านั้นให้ดู Enterprise คำถาม: Add-on เดิม (Gemini Business/Enterprise, AI Meetings & Messaging, AI Security) ยังเห็นอยู่ไหม?คำตอบ: Google Workspace Updates ระบุว่าจะเริ่มถอดการอ้างอิง add-ons เหล่านี้ออกจากหน้า Subscriptions และหยุดคิดเงิน add-on บางรายการหลัง 31 ม.ค. 2025 สรุป: เลือกให้ถูก = ใช้ AI ให้คุ้ม และ “ได้จริง” ในงานประจำวัน Starter = เหมาะเริ่มต้น ใช้ AI แบบเบื้องต้น เน้นงานสื่อสาร Standard = จุดคุ้มสำหรับทีมทำเอกสาร/ทำงานร่วมกันจริงจัง (AI เต็มรูปแบบ + NotebookLM expanded access) Plus = AI เต็มรูปแบบ + องค์กรขึ้น คุมการใช้งานมากขึ้น Enterprise = สำหรับองค์กรใหญ่/ต้องการ governance และยืดหยุ่นเกิน 300 users หากท่านต้องการให้ทีม hostatom ช่วย “ประเมินแพ็กเกจจากรูปแบบงานจริง”, วางแผนย้ายเมล/ข้อมูล, ตั้งค่าแอดมิน/ความปลอดภัย และเปิดใช้งาน Gemini ให้ครบตามสิทธิ์ สามารถดูรายละเอียดบริการได้ที่หน้า Google Workspace ของ hostatom บริการของ hostatom ที่เกี่ยวข้อง ให้คำปรึกษาเลือกแพ็กเกจ Google Workspace (Starter/Standard/Plus/Enterprise) ให้เหมาะกับทีมและงบ บริการย้ายระบบอีเมลและข้อมูล (migration) ลด downtime และช่วยวางแผนการสื่อสารภายในองค์กร ตั้งค่า Admin Console, นโยบายความปลอดภัย, สิทธิ์การใช้งาน Gemini/Workspace apps ให้ใช้งานได้จริง ซัพพอร์ตหลังการขาย และช่วยแก้ปัญหาผู้ใช้/การตั้งค่าที่พบบ่อย

Read More »

เริ่มปี 2026 ด้วยโดเมนจำง่าย + ตั้งค่า DNS ครบชุด

9 January 2026

ชื่อโดเมนคือ “หน้าประตู” ของแบรนด์ ส่วน DNS คือ “แผงควบคุมการนำทาง” ทั้งเว็บไซต์และอีเมล ปี 2026 นี้มาเริ่มให้ถูกตั้งแต่ต้น: เลือกโดเมนที่จำง่าย และ ตั้งค่า DNS ให้ครบ – ปลอดภัย – ส่งเมลถึงอินบ็อกซ์ ทำไม “โดเมนดี + DNS ครบ” ถึงสำคัญ จดจำง่าย → พูดครั้งเดียว ลูกค้าพิมพ์ถูก สร้างความเชื่อมั่น → HTTPS, DNS ที่ถูกต้อง ลดความเสี่ยงผิดพลาด อีเมลธุรกิจถึงอินบ็อกซ์ → SPF/DKIM/DMARC ครบ ลดเข้ากล่องสแปม ขยายบริการได้เร็ว → เพิ่มซับโดเมน/บริการ (www/app/mail) ได้ทันที วิธีเลือกชื่อโดเมน (Checklist สั้น ๆ) สั้น จำง่าย ออกเสียงได้ เลี่ยงเครื่องหมาย/ตัวเลขที่ไม่จำเป็น .com/.co/.th หรือส่วนขยายที่ตรงอุตสาหกรรม จดชื่อแบรนด์หลัก + เวอร์ชันสะกดใกล้เคียงเพื่อกันพิมพ์ผิด ขั้นตอนเริ่มต้น/ย้ายโดเมน เช็คชื่อว่าง + เลือกส่วนขยาย (TLD) จดทะเบียน/ขอย้ายโดเมน (ปลด Lock, ขอ Auth/EPP Code) ตั้ง Nameserver หรือใช้ DNS Managed ของผู้ให้บริการ ทดสอบ DNS propagation ค่า DNS ที่ควรรู้ (ตั้งให้ครบ) A / AAAA → ชี้โดเมนไปยัง IP เว็บไซต์ CNAME → นามแฝง (เช่น www → @) MX → ชี้อีเมลไปยังผู้ให้บริการ (Google/Microsoft ฯลฯ) TXT (SPF/DKIM/DMARC) → เพิ่มความน่าเชื่อถืออีเมล NS → กำหนดผู้ให้บริการ DNS ที่ใช้งานจริง โครงตั้งค่ามาตรฐาน (ตัวอย่าง) A: @ → 203.0.113.10 CNAME: www → @ MX (Google Workspace): ASPMX.L.GOOGLE.COM (จัดลำดับตามที่ผู้ให้บริการกำหนด) SPF (TXT): v=spf1 include:_spf.google.com ~all DKIM: สร้างคีย์จากคอนโซลอีเมลองค์กร แล้วเพิ่ม TXT selector DMARC (TXT): _dmarc → v=DMARC1; p=quarantine; rua=mailto:dmarc@yourdomain.com เคล็ดลับ: เริ่มด้วย p=none เพื่อติดตาม จากนั้นค่อยขยับเป็น quarantine/reject เมื่อบันทึกถูกหมด ความปลอดภัย & ความเสถียร เปิด DNSSEC (ถ้ารองรับ) ใช้ TTL เหมาะสม (เช่น 300 – 3600 วินาทีระหว่างเปลี่ยนค่า) สำรองรูปแบบโฮสติ้ง/อีเมล (แผน DR) ตรวจสม่ำเสมอด้วยเครื่องมือเช็ก DNS/Deliverability ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ลืมตั้ง www (CNAME) → เว็บเข้าได้เฉพาะโดเมนเปล่า SPF เกิน 10 DNS lookup → ทำให้ SPF fail ตั้ง MX ผิด/ลืมลำดับความสำคัญ → อีเมลเด้ง เปลี่ยน NS แล้วลืมย้ายระเบียนทั้งหมด FAQ ถาม: ย้ายโดเมนแล้วเว็บ/เมลจะล่มไหม?ตอบ: ถ้าวางแผนล่วงหน้าและคัดลอกระเบียนครบ พร้อม TTL สั้นช่วงสลับ – ล่มน้อยมาก/ไม่ล่ม ถาม: ต้องทำ SPF/DKIM/DMARC ครบไหม?ตอบ: แนะนำอย่างยิ่ง เพื่อให้เมลเข้ากล่องอินบ็อกซ์และป้องกันปลอมแปลง บริการที่เกี่ยวข้องจาก hostatom จด/ย้ายโดเมน + จัดการ DNS ครบวงจร Managed DNS + การตั้งค่า SPF/DKIM/DMARC โฮสติ้ง/เซิร์ฟเวอร์ + SSL Google Workspace / Microsoft 365 (ตั้งค่า MX/การยืนยันโดเมน) Migration/Backup/DR & 24/7 Thai Support อยากเริ่มปีนี้ด้วยโดเมนสวย + DNS ถูกต้องครบชุด?คุยผู้เชี่ยวชาญ hostatom ได้เลย – ตรวจสุขภาพ DNS/อีเมลให้ฟรีก่อนวางแผน

Read More »

สรุป Plesk Life Cycle Policy ฉบับเข้าใจง่าย

5 January 2026

Plesk Life Cycle Policy คืออะไร? ถ้าให้พูดแบบง่ายที่สุด Life Cycle Policy คือ “เวอร์ชันไหนของ Plesk ยังได้อัปเดตหรือได้ซัพพอร์ต และเวอร์ชันไหนถือว่าเลิกดูแลแล้ว (EOL)” เหตุผลก็เหมือนซอฟต์แวร์ตัวอื่น ๆ: เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ถ้าใช้เวอร์ชันเก่าไปเรื่อย ๆ จะ เสี่ยงเรื่องความปลอดภัย เสียโอกาสได้ฟีเจอร์ใหม่ ทีม Plesk เองก็ต้องโฟกัสกับเวอร์ชันปัจจุบันให้ดีที่สุด นโยบายนี้จึงบอกเรา 3 อย่างหลัก ๆ: Plesk ออกเวอร์ชันใหม่อย่างไร เวอร์ชันไหน “ยังซัพพอร์ตเต็ม” / “ซัพพอร์ตแบบต่ออายุ (Extended)” / “หมดอายุ (EOL)” ระบบปฏิบัติการ (OS) แบบไหนที่ Plesk ยังรองรับ จาก “อัปเกรดเวอร์ชันใหญ่ทุกปี” → “อัปเดตเป็นรอบเดือน” เมื่อก่อน Plesk จะมี เวอร์ชันใหญ่ (major version) ใหม่ทุก ๆ ปี เช่น 12.x → 17.x แล้วคนใช้ก็ต้องคอยอัปเกรดข้ามเวอร์ชันใหญ่เอง แต่ตั้งแต่ Plesk Obsidian (18.x) เป็นต้นมา Plesk เปลี่ยนแนวคิดเป็น: ยึดเวอร์ชันใหญ่ตัวเดียวคือ 18.x แล้วออกอัปเดตย่อยรายเดือน (18.0.xx) แทน การออกเวอร์ชันใหญ่ใหม่เรื่อย ๆ ประโยชน์ของรูปแบบใหม่นี้ ไม่ต้องปวดหัวอัปเกรดข้ามเวอร์ชันใหญ่ทุกปี ได้ฟีเจอร์ใหม่ / ปรับปรุงต่าง ๆ ทยอยเข้ามาเร็ว อุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้ต่อเนื่อง Performance ดีขึ้นเรื่อย ๆ ลดโอกาสข้อมูลลูกค้าเสี่ยง เพราะระบบอัปเดตทันสมัยอยู่เสมอ สรุปง่าย ๆ: ถ้าเปิด Auto Update ไว้ Plesk จะค่อย ๆ ขยับเป็นเวอร์ชันล่าสุดให้เองในสาย 18.x ตลอด กฎสำคัญเรื่องการอัปเดตและการซัพพอร์ต ตรงนี้สำคัญมากสำหรับ Admin/ผู้ให้บริการโฮสติ้ง: Plesk จะรับเคสซัพพอร์ตเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ที่ “อัปเดตถึงเวอร์ชันที่รองรับ” เท่านั้น ถ้าคุณปิด Auto Update → จะ ไม่ได้รับ security patch / hotfix / update ต่าง ๆ Plesk เขียนชัดว่า เจ้าของเซิร์ฟเวอร์ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเอง Plesk ไม่รับผิดชอบหากโดนโจมตี สำหรับ Obsidian (18.x) เงื่อนไขคือ: Plesk ให้ patch / ซัพพอร์ต เฉพาะ เวอร์ชันย่อยล่าสุด (เช่น 18.0.17) และ เวอร์ชันย่อยก่อนหน้า 1 รุ่น (เช่น 18.0.16) เวอร์ชันย่อยที่เก่ากว่านั้นจะไม่ได้รับการซัพพอร์ตโดยตรงอีกต่อไป ยกตัวอย่าง: สมมติคุณติดตั้ง Plesk 18.0.15 เดือนถัดไปมี 18.0.16 ออกมา → ถ้าคุณติดตั้งใหม่ จะหา 18.0.15 ไม่เจอแล้ว เพราะระบบจะให้ตัวล่าสุด 18.0.15 ยังถือว่าสนับสนุนจนกว่าจะออก 18.0.17 (คือล่าสุด + ก่อนหน้า) ตารางอายุเวอร์ชัน Plesk (Version Lifecycle) ในหน้า Lifecycle Policy มีตารางสรุปว่า Plesk แต่ละเวอร์ชัน “ออกเมื่อไหร่ / เข้าช่วง Extended เมื่อไหร่ / หมดอายุเมื่อไหร่” เช่น Plesk Obsidian (18.x) ออก: 4 มิ.ย. 2019 ยังไม่มีช่วง Extended / EOL (เพราะเป็นเวอร์ชันหลักปัจจุบัน) Plesk Onyx (17.x) ออก: 11 ต.ค. 2016 เข้า Extended Support: 11 ต.ค. 2020 หมดอายุ (EOL): 20 เม.ย. 2021 Plesk 12, 11, 10, 9, 8, 7 และเก่ากว่านั้น ทั้งหมดอยู่ในสถานะ End of Life แล้ว (ไม่ได้พัฒนา/แพตช์/รับซัพพอร์ตอีกต่อไป) คำศัพท์ที่ควรรู้ General Availability (GA) – ช่วงที่เวอร์ชันออกใช้ปกติ ได้ฟีเจอร์ใหม่ แพตช์ และซัพพอร์ตเต็ม Extended Support – ช่วงต่ออายุ ยังมีแพตช์เฉพาะเรื่องวิกฤต / ช่องโหว่สำคัญ ไม่มีฟีเจอร์ใหม่แล้ว ไม่ขาย license ใหม่สำหรับเวอร์ชันนั้นแล้ว (ในกรณีบางตัว เช่น Onyx) End-of-Life (EOL) – หมดอายุ ไม่ได้แพตช์เพิ่มแล้ว แม้ช่องโหว่ใหญ่ ไม่รับเคสซัพพอร์ตสำหรับเวอร์ชันนั้นอีก (นอกจากช่วยเรื่องย้ายไปเวอร์ชันใหม่) เรื่อง OS ก็สำคัญไม่แพ้เวอร์ชัน Plesk ไม่ใช่แค่ตัว Plesk เองที่มี Life Cycle Policy แต่ ระบบปฏิบัติการ (OS) ที่ติดตั้ง Plesk อยู่ก็มีอายุเหมือนกัน หน้า policy จะมีตาราง OS แต่ละตัว และวันที่ Vendor จะหยุดซัพพอร์ต เช่น Ubuntu, Debian, AlmaLinux, RHEL, Windows Server ฯลฯ หลักคิดคือ: “ถ้า OS หมดอายุ / ไม่ได้แพตช์จาก Vendor แล้วPlesk ก็ไม่รองรับการซัพพอร์ตบน OS นั้นเช่นกัน” ดังนั้น ถ้าคุณรัน Plesk บน OS เก่า เช่น CentOS 7 / CloudLinux 7 / Ubuntu 18.04 / Debian 10ก็ต้องดูด้วยว่า OS นั้นอยู่ในสถานะอะไร Extended Lifecycle Support (ELS) คืออะไร? สำหรับบาง OS ที่หมดอายุจากฝั่ง Vendor แล้ว แต่ยังมีคนใช้งานเยอะ เช่น CentOS 7, CloudLinux 7, Ubuntu 18.04, Debian 10, Ubuntu 20.04 Plesk มีโปรแกรมชื่อ Extended Lifecycle Support (ELS) ให้ใช้เป็นช่วงต่อเวลา แนวคิดคือ: Plesk ยังส่งอัปเดต Obsidian ให้ตามรอบปกติ มีการเสริม security patch ผ่านพันธมิตรอย่าง TuxCare (ยกเว้น Debian 10 ที่ไม่ได้ใช้ TuxCare) ช่วงเวลาของ ELS เช่น CentOS 7 / CloudLinux 7: 1 ก.ค. 2024 – 1 ม.ค. 2027 Debian 10, Ubuntu 18.04: 1 ต.ค. 2024 – 1 ม.ค. 2027 Ubuntu 20.04: 1 ส.ค. 2025 – 1 ม.ค. 2028 ELS ทำให้ผู้ใช้มี “เวลาหายใจหายคอ” เพิ่มขึ้นก่อนจะต้องย้ายไป OS ใหม่ แต่โดยหลัก Plesk ก็ยังแนะนำให้ ย้ายไป OS ที่ยัง Support อยู่จริง ๆ ให้เร็วที่สุด ถ้าใช้ Plesk บน OS ที่ไม่รองรับแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น? จาก policy: Plesk จะไม่รับเคสซัพพอร์ต สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ OS ที่อยู่นอกตาราง “Currently Supported OSes” จะ ไม่ออกแพตช์ซอฟต์แวร์ สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ OS หมดอายุ ถ้าทั้ง Plesk version และ OS อยู่ในสถานะเก่า/หมดอายุ → คุณแทบจะต้อง “ย้าย” อย่างเดียว หากต้องการกลับเข้าสู่สถานะรองรับ อย่างไรก็ดี ในหน้า policy ก็เขียนว่า สำหรับเวอร์ชันเก่า บางกรณี Plesk จะพยายามช่วยซัพพอร์ตเฉพาะเรื่อง “การย้ายไปเวอร์ชัน/สภาพแวดล้อมที่รองรับ” เท่านั้น ไม่ได้ช่วยซ่อมระบบเดิมให้ สรุปแบบสั้น ๆ สำหรับคนดูแลเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ Plesk ใช้ Plesk Obsidian (18.x) + เปิด Auto Update ได้ฟีเจอร์ใหม่และแพตช์ความปลอดภัยต่อเนื่อง อยู่ในเงื่อนไขรับซัพพอร์ตจาก Plesk ตรวจทั้งเวอร์ชัน Plesk และเวอร์ชัน OS เสมอ เช็กจากหน้า Lifecycle Policy ว่า OS ที่ใช้อยู่ยังได้รับการซัพพอร์ตไหม ถ้า OS ใกล้หมดอายุ ให้วางแผนย้ายก่อนถึงเส้นตาย ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องอยู่กับ OS เก่า → พิจารณา ELS ใช้ Extended Lifecycle Support เพื่อให้ยังได้แพตช์/ซัพพอร์ตต่อระยะหนึ่ง แต่ควรมองว่าเป็น “ช่วงต่อเวลา” ไม่ใช่ตัวแก้ปัญหาถาวร ปิด Auto Update = รับความเสี่ยงเองเต็ม ๆ ไม่ได้ security patch มีสิทธิ์หลุดจากเงื่อนไขการซัพพอร์ต ถ้าจำแค่ 4 ข้อนี้ได้ คุณก็เข้าใจใจความหลักของ Plesk Life Cycle Policy แล้วครับ ว่ามันไม่ได้เป็นเอกสารทางการเฉย ๆ แต่คือ “คู่มือบอกเราว่าจะใช้ Plesk ให้ปลอดภัยและได้การซัพพอร์ตต่อเนื่อง ต้องอยู่ในเส้นไหนบ้าง” สำหรับผู้ที่ใช้ Plesk บนเซิร์ฟเวอร์หรือ Cloud VPS การเข้าใจ Plesk Life Cycle Policy จะช่วยให้วางแผนอัปเกรดเวอร์ชัน Plesk และระบบปฏิบัติการ (OS) ได้ถูกจังหวะ ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอย่างโปรแกรม ELS ในอนาคต hostatom ให้บริการ Cloud VPS และ Web Hosting บนเซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูง พร้อมตัวเลือก Control Panel อย่าง Plesk และทีมงานช่วยดูแลเรื่องเวอร์ชัน Plesk/OS, การอัปเกรด และการย้ายระบบอย่างปลอดภัย เหมาะทั้งสำหรับเว็บธุรกิจและผู้ให้บริการที่ต้องการระบบเสถียรและอัปเดตตามมาตรฐาน Plesk เสมอ สนใจดูรายละเอียดบริการที่เกี่ยวข้อง: Cloud VPS โดย hostatom → https://www.hostatom.com/cloud-vps/ hostatom.com Web Hosting โดย hostatom → https://www.hostatom.com/web-hosting/

Read More »

What Our Users Say

tososay.com

ประทับใจในตลอดทุกการใช้งานที่มีมาตลอด กับ Hostatom ครับ

นอกจากใช้บริการพื้นที่และระบบแล้ว ทีมงานยังใส่ใจ เข้าใจ และรับฟัง การทำงานร่วมกันแม้ว่าจะเป็นระบบหน้าบ้าน ทีมงานก็ให้คำแนะนำที่จะใช้งานกับระบบหลังบ้านหรือโฮสต์ได้อย่างดี ขอบคุณที่ให้บริการมาตลอดครับ แนะนำสำหรับมือใหม่ และมืออาชีพ ไว้วางใจ hostatom ได้ครับ

nailekcook.com

ที่นี่บริการดีมากกกกค่ะ 10/10 ไม่หักคะแนนเลย

ช่วยเหลือ 24 ชม.จริงๆ ให้คำแนะนำ แก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้รวดเร็ว พี่ๆ เทคนิค และพี่ๆแอดมิน พูดจาดีมาก ลูกค้าไม่เข้าใจก็พยายามอธิบาย ไม่ผิดหวังเลยค่ะ

guiaespanolentailandia.com

ทีมงานซัพพอร์ตให้บริการดีมากครับ

ผมพึ่งศึกษาการทำเว็บมีปัญหาอะไรทีมซัพพอร์ตของ hostatom ช่วยได้ตลอดเลย ให้คำปรึกษาดี และตอบไวมากเลยครับ